ความชื้น ในห้องเป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม แต่หากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดเชื้อรา กลิ่นอับ และปัญหาสุขภาพได้ หลายคนสงสัยว่า ควรใช้อะไรดูดความชื้นในห้อง?

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 9 วิธีดูดความชื้น พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้บ้านของคุณน่าอยู่และสุขภาพดีขึ้น
Table of Contents
ทำไมต้องลดความชื้นในห้อง?
- ป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับ: ความชื้นสูงทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์และผนังบ้านเสียหาย
- ช่วยลดอาการภูมิแพ้: เชื้อราและไรฝุ่นที่เติบโตในสภาพอากาศชื้นอาจทำให้เกิดอาการภูมิแพ้และปัญหาทางเดินหายใจ
- เพิ่มความสบายภายในบ้าน: ห้องที่มีระดับความชื้นสมดุลจะรู้สึกเย็นและสดชื่นมากขึ้น
วิธีดูดความชื้นในห้องให้ได้ผล
1. เครื่องดูดความชื้น (Dehumidifier)

เครื่องดูดความชื้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความชื้นในห้อง โดยสามารถตั้งค่าความชื้นตามต้องการได้ เหมาะสำหรับบ้านที่มีปัญหาความชื้นสะสมสูง
ข้อดี:
- ลดความชื้นได้เร็วและควบคุมระดับความชื้นได้ดี
- ช่วยปรับอากาศให้สดชื่นขึ้น
ข้อเสีย:
- ราคาสูงและใช้พลังงานไฟฟ้า
- ต้องบำรุงรักษาและเทน้ำออกเป็นระยะ
2. ถุงดูดความชื้น (Farcent ดูดความชื้น)

ถุงดูดความชื้นเช่นแบรนด์ Farcent เป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับการลดความชื้นในพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น ตู้เสื้อผ้า ลิ้นชัก หรือห้องขนาดเล็ก
ข้อดี:
- ใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
- หาซื้อได้ทั่วไปและราคาไม่แพง
ข้อเสีย:
- ประสิทธิภาพจำกัด ต้องเปลี่ยนใหม่เมื่อสารดูดความชื้นอิ่มตัว
3. เปิดหน้าต่างและใช้พัดลมระบายอากาศ

การเปิดหน้าต่างช่วยให้ความชื้นออกจากห้องและทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะช่วงกลางวัน
ข้อดี:
- ประหยัดพลังงานและเป็นธรรมชาติ
- ลดกลิ่นอับและช่วยให้ห้องอากาศสดชื่น
ข้อเสีย:
- ใช้ไม่ได้ในช่วงที่อากาศชื้นมาก หรือฝนตก
- ไม่สามารถควบคุมระดับความชื้นได้แน่นอน
4. ใช้ถ่านดูดความชื้น

ถ่านไม้ไผ่หรือถ่านกัมมันต์สามารถช่วยดูดซับความชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดี เหมาะสำหรับห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า และห้องนอน
ข้อดี:
- เป็นธรรมชาติและไม่เป็นอันตราย
- ใช้งานซ้ำได้ โดยนำไปตากแดดเพื่อคืนสภาพ
ข้อเสีย:
- ประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีอื่นในการลดความชื้นในพื้นที่กว้าง
5. ใช้เกลือดูดความชื้น

เกลือทะเลสามารถช่วยดูดความชื้นในอากาศได้ โดยสามารถนำไปใส่ในภาชนะและวางไว้ตามจุดที่มีความชื้นสูง
ข้อดี:
- หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง
- เป็นธรรมชาติและปลอดภัย
ข้อเสีย:
- ต้องเปลี่ยนเกลือบ่อย ๆ เมื่ออิ่มตัว
6. ใช้เบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดานอกจากจะใช้ทำความสะอาดแล้วยังช่วยดูดความชื้นได้ดี โดยสามารถวางในถ้วยเล็ก ๆ และตั้งไว้ในจุดที่มีปัญหาความชื้น
ข้อดี:
- ช่วยดูดกลิ่นและความชื้นในคราวเดียว
- หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง
ข้อเสีย:
- ต้องเปลี่ยนบ่อยเมื่อดูดความชื้นเต็มที่แล้ว
7. สารดูดความชื้น (Silica Gel)

ซิลิกาเจลเป็นสารดูดความชื้นที่นิยมใช้ในบรรจุภัณฑ์สินค้า สามารถนำมาใช้ลดความชื้นในห้องขนาดเล็กได้
ข้อดี:
- ประสิทธิภาพดีในการดูดซับความชื้น
- ใช้ซ้ำได้โดยนำไปอบเพื่อคืนสภาพ
ข้อเสีย:
- ไม่เหมาะสำหรับพื้นที่กว้าง
- อาจต้องใช้ในปริมาณมาก
8. วางต้นไม้ช่วยลดความชื้น

ต้นไม้บางชนิด เช่น เฟิร์น ลิ้นมังกร หรือปาล์มไผ่ สามารถช่วยดูดซับความชื้นและฟอกอากาศได้
ข้อดี:
- ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับบ้าน
- เป็นธรรมชาติและตกแต่งห้องได้สวยงาม
ข้อเสีย:
- ต้องดูแลรักษา และต้นไม้บางชนิดอาจเพิ่มความชื้นแทนการลดความชื้น
9. ใช้เครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner)

เครื่องปรับอากาศช่วยลดความชื้นในอากาศได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะโหมด “Dry Mode” ที่ออกแบบมาเพื่อลดความชื้น
ข้อดี:
- ช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดความชื้นพร้อมกัน
- ใช้งานสะดวกสำหรับบ้านที่มีแอร์อยู่แล้ว
ข้อเสีย:
- ค่าไฟสูงกว่าวิธีอื่น ๆ
- อาจทำให้อากาศแห้งเกินไป
หากต้องการลดความชื้นในห้อง เครื่องดูดความชื้น และ เครื่องปรับอากาศ เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับวิธีที่ประหยัดและเป็นธรรมชาติ ถุงดูดความชื้น Farcent, ถ่านไม้ไผ่, และเบกกิ้งโซดา เป็นตัวเลือกที่ดี หากต้องการควบคุมความชื้นในพื้นที่ขนาดใหญ่ควรเลือกใช้ เครื่องดูดความชื้น หรือ เครื่องปรับอากาศ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บของในที่ที่ไม่มีปัญหาความชื้น บริการพื้นที่ให้เช่า อาจเป็นทางเลือกที่ดี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการพื้นที่ให้เช่า